สาย ตรงจากกัวลาลัมเปอร์... สงสารคานธี
posted on 24 May 2010 17:54 by raberdboomโดย มุสตาฟา อาลี
ผู้เขียนมุ่งหน้ากลับเมืองไทยตั้งแต่เดือนเมษายน หลังจากที่ “กองทัพเสื้อแดง” ยกขบวนเข้ากรุง ประกาศสู้ตายเพื่อชนชั้นไพร่รากหญ้าด้วยวิธีสันติอหิงสา
พอมาถึงก็ปักหลักสังเกตการณ์ในกรุงเทพฯด้วยใจปราถนาที่จะเข้าใจของ บ้านเมืองของตัวเอง หลังจากร่อนเร่ไปทำความเข้าใจบ้านอื่นเมืองอื่นมาหลายปี วันนี้จึงขอทบทวนความคิดตนเองดังๆสักครั้ง
สองเดือนที่ผ่านไป ได้เห็นสันติวิธีที่เริ่มต้นแบบแห่แหนฮึกเหิม เทเลือด แห่ศพ และปาสิ่งปฏิกูล ค่อยๆกลายเป็นการข่มขู่คุกคามผู้เห็นต่าง และในที่สุดคือความคั่งแค้นทำลายตามที่เห็นกันอยู่
วันหนึ่งขณะที่กำลังติดตามข่าวสารบนอินเตอร์เน็ต สายตาของผู้เขียนปะทะกับภาพของแกนนำเสื้อแดงผู้หนึ่งโดยบังเอิญ
พอเขม้นมองแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง เพราะพบว่า บนเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาสวมอยู่มีภาพสกรีนใบหน้าของ"ท่าน มหาตมคานธี"รูปเบ้อเร่อ
ที่สะดุ้งเพราะภาพของบุคคลที่มีความคิดจิตใจอันยิ่งใหญ่ ผู้นำพาประเทศที่ใหญ่โตซับซ้อนอย่างอินเดียต่อสู้กับอภิมหาจักรวรรดินิยมจน ได้มาซึ่งอิสรภาพด้วยแนวทางสันติวิธีที่โลกยกย่อง กำลังถูกสวมใส่โดยคนที่ตะโกนเยิ้วๆทำนองว่า “เผา ครับพี่น้อง...”
สงสารคานธี..
วาทกรรมสันติอหิงสาแบบคานธีกลายเป็น “ฉลาก” แปะการระดมพลทางการเมืองในครั้งนี้ และไม่ใช่ฉลากอันเดียวที่ถูกนำมาใช้
หัวขบวนทางความคิดมากหน้าหลายตายังช่วยกันพะฉลากอื่นๆอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าที่มีกลิ่นและรสทางสากล เช่นกลิ่นนมเนยเจือรสไวน์ของ “ปฏิวัติฝรั่งเศส” “การต่อสู้ทางชนชั้นแบบมาร์กซิสต์” แซมด้วยกลิ่นแกงกะหรี่และจาปาตีแบบ “เนปาลโมเดล” เมื่อถึงตอนจวนตัวก็ไม่วายมองหาแนวทางสากล เรียกหา“สหประชาชาติ” เป็นที่พึ่ง
แต่ผู้ชี้นำทั้งหลายมีฐานความรู้ถึงที่มาที่ไป บริบททางประวัติศาสตร์ องค์ประกอบ และกลไกการทำงานของแนวความคิดเหล่านี้มากน้อยเพียงใดไม่มีใครตอบได้ มิพักจะต้องถามว่าทฤษฎีเหล่านี้จะนำมาปรับใช้อย่างเป็นจริงเป็นจังกับปัญหา เฉพาะในสังคมไทยยุคใหม่ตามสภาพที่เป็นอยู่จริงได้อย่างไร
แต่ที่แน่ๆคือทฤษฎีเหล่านี้ล้วนยากจะเข้าใจสำหรับพ่อใหญ่แม่ใหญ่ที่ บางคนได้รับความสะดวกจากหัวคะแนน ส.ส.ประจำจังหวัดจัดให้นั่งรถเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมายื่นยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ยุบสภาฯไม่ กลับ”
เมื่อครั้งที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยดำเนินการต่อสู้ทางการ เมืองตามแนวทางมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ การช่วงชิงมวลชนผ่านการทำงานทางความคิดถือเป็นความสำคัญเท่ากับหรือยิ่งกว่า การจับอาวุธขึ้นสู้
พรรคคอมมิวนิสต์ไทยใช้เวลานับสิบปีในการเผยแพร่ความคิดและจัดตั้งประชาชน แทบทุกระดับ แต่กระนั้นก็ยังพ่ายแพ้เมื่อโลกนี้เปลี่ยนไป พี่ใหญ่อย่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนขยับเปลี่ยนท่าทีทางการเมืองระดับโลกแล้วโบก มืออำลา
ขนาดขบวนการ “ของจริง” ยังไปไม่ถึงดวงดาว ก็ไม่น่าแปลกใจที่ม็อบสีแดงซึ่งนำโดยหลายทฤษฎีหลายความฝันแต่ขาดการอธิบาย ที่ชัดเจนมีตรรกะ ขาดพลังทางความคิดที่มีต่อสังคม และไร้วินัยทางปฏิบัติ จึงได้ลงเอยอย่างที่เห็น
การนำของการต่อสู้ในครั้งนี้เปรียบประหนึ่งมี แขนขาไว้เคลื่อนไหว มีปากไว้รับประทาน (สำหรับบางคน) แต่ไร้สมอง เมื่อไม่อาจชนะก็จบด้วยความคั่งแค้นขมขื่น ก่อนจะสัญญาว่าจะกลับมา (เผา?) อีก
มีนักคิดบางท่านฟันธงว่ามวลชนผู้เจ็บปวดจะลงใต้ดินและหวนกลับมาเอา คืนสักวันหนึ่ง เจ้าของคำทำนายนี้บางท่านเป็นผู้มีวิชาความรู้ขั้นปรมาจารย์
ท่านคงตอบได้ว่า มีขบวนการใต้ดินทางการเมืองที่ยั่งยืนใดบ้างในประวัติศาสตร์โลกที่ตั้งอยู่ บนความคั่งแค้นในระดับล่างบวกผลประโยชน์และทุนทรัพย์ในระดับนำ แต่ขาดการนำทางความคิดที่หนักแน่นชอบธรรม
โปรดสั่งสอน...
ประวัติศาสตร์การเมืองในที่ต่างๆบอกเราว่า การต่อสู้เพื่อผู้ยากไร้เป็นสิ่งมีค่าสูงส่งซึ่งต้องใช้เวลาชั่วชีวิต แต่การต่อสู้ที่นำโดยอารมณ์และผลประโยชน์รังแต่จะลงเอยด้วยทำลายตัวเองและ ผู้อื่น
เห็นภาพศพเรียงราย และใบหน้านองน้ำตาของป้าๆผู้สนับสนุนเสื้อแดงที่เดินออกจากวัดปทุมวนาราม เพื่อขึ้นรถกลับบ้านก็ให้สะท้อนใจ มาถึงวันนี้ “การ ปฏิวัติฝรั่งเศส” “การต่อสู้ทางชนชั้นแบบมาร์กซิสต์” “เนปาลโมเดล” อยู่ที่ไหน
ผู้นำอย่างท่านคานธีและนักสันติวิธีในยุคของท่าน เสียสละตนเองอย่างสง่างามเพราะท่านเหล่านั้นมีศรัทธา อย่างลึกซึ้งถึงแก่นของปรัชญาในใจตน
หากการต่อสู้ในอนาคตของเสื้อแดงทำไปเพื่อเพื่อผู้ทุกข์ยากอย่างแท้ จริงและทำด้วยวิธีการที่สง่างามแม้สักกระผีกหนึ่งของท่านคานธี ผู้เขียนแน่ใจว่าสักวันหนึ่งก็จะกุมชัยชนะในใจของคนส่วนใหญ่ไว้ได้
ตรงข้าม หากว่าความคั่งแค้น ผลประโยชน์ และการทำลาย ยังคงถูกใช้อยู่ ก็เท่ากับยังติดค้างคำตอบต่อผู้ที่สูญเสียไปแล้ว
ผู้เขียนขอไว้อาลัยแด่ผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ทุกท่าน ขอให้ท่านสงบสุขในสัมปรายภพ และได้แต่หวังว่าคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยจะได้เรียนรู้บทเรียนครั้งนี้ด้วย จิตใจที่เที่ยงตรงบริสุทธิ์
และใช้ปัญญาป้องกันไม่ให้ความเศร้าของสังคมเช่นนี้เกิดขึ้น อีก..
ที่มา มติชนออนไลน์ สาย ตรงจากกัวลาลัมเปอร์... สงสารคานธี