โดย มุสตาฟา อาลี

ผู้เขียนมุ่งหน้ากลับเมืองไทยตั้งแต่เดือนเมษายน หลังจากที่ “กองทัพเสื้อแดง” ยกขบวนเข้ากรุง ประกาศสู้ตายเพื่อชนชั้นไพร่รากหญ้าด้วยวิธีสันติอหิงสา

พอมาถึงก็ปักหลักสังเกตการณ์ในกรุงเทพฯด้วยใจปราถนาที่จะเข้าใจของ บ้านเมืองของตัวเอง หลังจากร่อนเร่ไปทำความเข้าใจบ้านอื่นเมืองอื่นมาหลายปี วันนี้จึงขอทบทวนความคิดตนเองดังๆสักครั้ง

สองเดือนที่ผ่านไป ได้เห็นสันติวิธีที่เริ่มต้นแบบแห่แหนฮึกเหิม เทเลือด แห่ศพ และปาสิ่งปฏิกูล ค่อยๆกลายเป็นการข่มขู่คุกคามผู้เห็นต่าง และในที่สุดคือความคั่งแค้นทำลายตามที่เห็นกันอยู่

วันหนึ่งขณะที่กำลังติดตามข่าวสารบนอินเตอร์เน็ต สายตาของผู้เขียนปะทะกับภาพของแกนนำเสื้อแดงผู้หนึ่งโดยบังเอิญ

พอเขม้นมองแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง เพราะพบว่า บนเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาสวมอยู่มีภาพสกรีนใบหน้าของ"ท่าน มหาตมคานธี"รูปเบ้อเร่อ

ที่สะดุ้งเพราะภาพของบุคคลที่มีความคิดจิตใจอันยิ่งใหญ่ ผู้นำพาประเทศที่ใหญ่โตซับซ้อนอย่างอินเดียต่อสู้กับอภิมหาจักรวรรดินิยมจน ได้มาซึ่งอิสรภาพด้วยแนวทางสันติวิธีที่โลกยกย่อง กำลังถูกสวมใส่โดยคนที่ตะโกนเยิ้วๆทำนองว่า “เผา ครับพี่น้อง...”

สงสารคานธี..

วาทกรรมสันติอหิงสาแบบคานธีกลายเป็น “ฉลาก” แปะการระดมพลทางการเมืองในครั้งนี้ และไม่ใช่ฉลากอันเดียวที่ถูกนำมาใช้

หัวขบวนทางความคิดมากหน้าหลายตายังช่วยกันพะฉลากอื่นๆอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าที่มีกลิ่นและรสทางสากล เช่นกลิ่นนมเนยเจือรสไวน์ของ “ปฏิวัติฝรั่งเศส” “การต่อสู้ทางชนชั้นแบบมาร์กซิสต์” แซมด้วยกลิ่นแกงกะหรี่และจาปาตีแบบ “เนปาลโมเดล” เมื่อถึงตอนจวนตัวก็ไม่วายมองหาแนวทางสากล เรียกหา“สหประชาชาติ” เป็นที่พึ่ง

แต่ผู้ชี้นำทั้งหลายมีฐานความรู้ถึงที่มาที่ไป บริบททางประวัติศาสตร์ องค์ประกอบ และกลไกการทำงานของแนวความคิดเหล่านี้มากน้อยเพียงใดไม่มีใครตอบได้ มิพักจะต้องถามว่าทฤษฎีเหล่านี้จะนำมาปรับใช้อย่างเป็นจริงเป็นจังกับปัญหา เฉพาะในสังคมไทยยุคใหม่ตามสภาพที่เป็นอยู่จริงได้อย่างไร

แต่ที่แน่ๆคือทฤษฎีเหล่านี้ล้วนยากจะเข้าใจสำหรับพ่อใหญ่แม่ใหญ่ที่ บางคนได้รับความสะดวกจากหัวคะแนน ส.ส.ประจำจังหวัดจัดให้นั่งรถเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมายื่นยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ยุบสภาฯไม่ กลับ”

เมื่อครั้งที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยดำเนินการต่อสู้ทางการ เมืองตามแนวทางมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ การช่วงชิงมวลชนผ่านการทำงานทางความคิดถือเป็นความสำคัญเท่ากับหรือยิ่งกว่า การจับอาวุธขึ้นสู้

พรรคคอมมิวนิสต์ไทยใช้เวลานับสิบปีในการเผยแพร่ความคิดและจัดตั้งประชาชน แทบทุกระดับ แต่กระนั้นก็ยังพ่ายแพ้เมื่อโลกนี้เปลี่ยนไป พี่ใหญ่อย่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนขยับเปลี่ยนท่าทีทางการเมืองระดับโลกแล้วโบก มืออำลา

ขนาดขบวนการ “ของจริง” ยังไปไม่ถึงดวงดาว ก็ไม่น่าแปลกใจที่ม็อบสีแดงซึ่งนำโดยหลายทฤษฎีหลายความฝันแต่ขาดการอธิบาย ที่ชัดเจนมีตรรกะ ขาดพลังทางความคิดที่มีต่อสังคม และไร้วินัยทางปฏิบัติ จึงได้ลงเอยอย่างที่เห็น

การนำของการต่อสู้ในครั้งนี้เปรียบประหนึ่งมี แขนขาไว้เคลื่อนไหว มีปากไว้รับประทาน (สำหรับบางคน) แต่ไร้สมอง เมื่อไม่อาจชนะก็จบด้วยความคั่งแค้นขมขื่น ก่อนจะสัญญาว่าจะกลับมา (เผา?) อีก

มีนักคิดบางท่านฟันธงว่ามวลชนผู้เจ็บปวดจะลงใต้ดินและหวนกลับมาเอา คืนสักวันหนึ่ง เจ้าของคำทำนายนี้บางท่านเป็นผู้มีวิชาความรู้ขั้นปรมาจารย์

ท่านคงตอบได้ว่า มีขบวนการใต้ดินทางการเมืองที่ยั่งยืนใดบ้างในประวัติศาสตร์โลกที่ตั้งอยู่ บนความคั่งแค้นในระดับล่างบวกผลประโยชน์และทุนทรัพย์ในระดับนำ แต่ขาดการนำทางความคิดที่หนักแน่นชอบธรรม

โปรดสั่งสอน...

ประวัติศาสตร์การเมืองในที่ต่างๆบอกเราว่า การต่อสู้เพื่อผู้ยากไร้เป็นสิ่งมีค่าสูงส่งซึ่งต้องใช้เวลาชั่วชีวิต แต่การต่อสู้ที่นำโดยอารมณ์และผลประโยชน์รังแต่จะลงเอยด้วยทำลายตัวเองและ ผู้อื่น

เห็นภาพศพเรียงราย และใบหน้านองน้ำตาของป้าๆผู้สนับสนุนเสื้อแดงที่เดินออกจากวัดปทุมวนาราม เพื่อขึ้นรถกลับบ้านก็ให้สะท้อนใจ มาถึงวันนี้ “การ ปฏิวัติฝรั่งเศส” “การต่อสู้ทางชนชั้นแบบมาร์กซิสต์” “เนปาลโมเดล” อยู่ที่ไหน

ผู้นำอย่างท่านคานธีและนักสันติวิธีในยุคของท่าน เสียสละตนเองอย่างสง่างามเพราะท่านเหล่านั้นมีศรัทธา อย่างลึกซึ้งถึงแก่นของปรัชญาในใจตน

หากการต่อสู้ในอนาคตของเสื้อแดงทำไปเพื่อเพื่อผู้ทุกข์ยากอย่างแท้ จริงและทำด้วยวิธีการที่สง่างามแม้สักกระผีกหนึ่งของท่านคานธี ผู้เขียนแน่ใจว่าสักวันหนึ่งก็จะกุมชัยชนะในใจของคนส่วนใหญ่ไว้ได้

ตรงข้าม หากว่าความคั่งแค้น ผลประโยชน์ และการทำลาย ยังคงถูกใช้อยู่ ก็เท่ากับยังติดค้างคำตอบต่อผู้ที่สูญเสียไปแล้ว

ผู้เขียนขอไว้อาลัยแด่ผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ทุกท่าน ขอให้ท่านสงบสุขในสัมปรายภพ และได้แต่หวังว่าคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยจะได้เรียนรู้บทเรียนครั้งนี้ด้วย จิตใจที่เที่ยงตรงบริสุทธิ์

และใช้ปัญญาป้องกันไม่ให้ความเศร้าของสังคมเช่นนี้เกิดขึ้น อีก..

ที่มา มติชนออนไลน์ สาย ตรงจากกัวลาลัมเปอร์... สงสารคานธี

เวลา

posted on 30 Mar 2010 17:17 by raberdboom  in Justwrite

เคยได้ยินประโยคนี้ไหม ที่ว่า "...เวลาไม่เคยรอใคร..." 

หลายๆครั้งเราคงรู้สึกว่าเวลาไม่เคยรอใคร

รู้สึกว่าทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วขนาดนี้ 

ยังไม่ได้ทำสิ่งที่ทำ
ยังทำงานไม่เสร็จ
ยังไม่ได้ทำการบ้านเลย เฮ่ย...ส่งวันพรุ่งนี้แล้วหรอเนี่ย?

เวลามันเดินไปเรื่อยๆ เดินแบบไม่มีวันเหนื่อย(แต่ถ้าเวลาพูดได้ มันคงอยากบอกเราว่า เหนื่อยจะแย่) แต่นั่นก็เป็นหน้าที่ของมันที่ต้องเดินไปเรื่อยๆ ถึงเข็มบนหน้าปัดนาฬิกาจะหยุดเดิน แต่เวลาก็ไม่เคยหยุดตาม

ที่เรายังไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ยังทำนู่นทำนี่ไม่เสร็จอาจเป็นเพราะมีเวลาน้อยเกินไปจริงๆ แต่ในหลายๆครั้งเราก็ปล่อยเวลาให้มันเดินไปคนเดียวซะอย่างงั้น ทำไมเราไม่เดินพร้อมกับมันล่ะ? ถ้าเราเดินพร้อมกับมัน สิ่งที่เราอยากทำก็อาจจะได้ทำ การบ้านที่คิดว่าต้องทำคืนนี้ทั้งคืนอาจจะเสร็จกอ่นสี่ทุ่มก็ได้ การเดินพร้อมกับเวลามีข้อดีด้วยนะ อย่างแรก คือ มันไม่เหนื่อย เพราะว่าเราไม่ต้องวิ่งตามมัน อย่างที่สอง คือ เราไม่เหงา เพราะมีเวลาเดินไปเป็นเพื่อนพร้อมๆกัน (: 

อย่าปล่อยให้เวลามันเดินไปคนเดียวเลย เดินไปพร้อมๆกับมันดีกว่า งานของเราก็จะได้เสร็จแบบที่ไม่ต้องเหนื่อยจนเกินไปแล้วเราก็จะได้ไม่ต้องเหงาด้วย

นั่น! เวลาเดินไปตรงนั้นแล้ว รีบตามไปให้ทันนะคะ สู้ๆ :'D

 

edit @ 31 Mar 2010 18:09:06 by Just smile : )

Heroes - yarinda

posted on 23 Dec 2009 11:23 by raberdboom  in songs

Heroes : Yarinda

ฉันบินได้
และสามารถได้ยินความคิดใครๆ
และยังเคลื่อนไหวภายในพริบตา

หายตัวได้
และสามารถเยียวยาแผลได้เร็วไว
ข้ามเวลาไปไหนดั่งใจต้องการ

แต่ใจฉันทรมาน ทุกวันยังนอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าอะไรที่ฉันขาด ที่ฉันยังต้องการอีกไหม

ปีกมีไว้ทำไม ถ้าไม่มีใครให้โอบ
รู้ความในใจคงไม่ประโยชน์ ไม่มีใครให้เข้าใจ

หัวเราะได้ และสามารถจะมองฟ้าที่กว้างใหญ่
เจ็บปวดเมื่อไหร่ ก็มีน้ำตา
ร้องเพลงได้และสามารถจูงมือคนรักเรื่อยไป เท่านี้ใช่มั้ยที่คนต้องการ

แต่ใจฉันทรมาน ทุกวันยังนอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าอะไรที่ฉันขาด แต่ฉันคงไม่อาจมีไว้

ไม่ต้องหายตัวได้ ถ้าไม่เคยมีใครเฝ้าดู
ข้ามเวลาไปฉันก็คงจะรู้ ว่าฉันจะต้องอยู่อย่างไร
ปีกมีไว้ทำไม ถ้าไม่เคยมีใครให้โอบ
รู้ความในใจคงไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครให้เข้าใจ

ไม่มีใครให้เข้าใจ....ฉันบินได้